“สอนการทำอาหารให้เป็นเรื่องง่ายๆ by Ticha”
calculate
1. ต้นทุนอาหารไม่มีเลขกำหนดตายตัว
หลายคนอาจมีความเข้าใจผิดคิดเกี่ยวกับเรื่องค่าต้นทุนอาหารว่า ร้านอาหารทุกร้านจะต้องคำนวณแล้วออกมาได้ตัวเลขเดียวกัน แต่ในความเป็นจริง ต้นทุนอาหารของแต่ละร้านจะขึ้นอยู่กับลักษณะอาหารที่ขาย การควบคุมต้นทุน และกลุ่มเป้าหมายที่ทางร้านเสิร์ฟ ตัวอย่างเช่น ร้านสเต็กอาจมีค่าต้นทุนอาหารต่อยอดขายเกือบแตะ 35% เพราะวัตถุดิบมีราคาค่อนข้างสูง ในขณะที่ร้านอาหารตามสั่งทั่วไปที่สามารถซื้อวัตถุดิบครั้งละมากๆ ในราคาถูกได้ จะมีค่าต้นทุนอาหารอยู่ที่ราวๆ 28% แทน
การคำนวณต้นทุนอาหารมี 2 วิธี
1.1 คำนวณแต่ละจานโดยดูว่าใช้วัตถุดิบอะไรบ้าง ในปริมาณเท่าไหร่ ราคาเท่าไหร่
อธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้น สมมติว่าเราเปิดร้านแฮมเบอเกอร์ เราจะต้องแยกรายละเอียดออกมาว่ามีวัตถุดิบอะไรบ้าง ราคาเท่าไหร่ แม้ว่าจะเป็นวิธีที่ใช้ได้ผลในทางปฏิบัติแต่ก็ไม่ได้แม่นยำมากนักหากเทียบกับอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งใช้ข้อมูลเรื่องสต็อกของร้านมาประกอบด้วย ที่จะทำให้รู้ตัวเลขที่แท้จริงว่าร้านมีค่าใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่
1.2 คำนวณหาค่าต้นทุนอาหารจากสต็อกวัตถุดิบ
วิธีนี้จะแตกต่างจากวิธีข้างบน เมื่อเราคำนวณจากสต็อกวัตถุดิบที่ใช้จริงๆ ทำให้ได้ตัวเลขที่แม่นยำกว่าว่าร้านของเรามีค่าใช้จ่ายจริงๆ เท่าไหร่ จากจำนวนสต็อกสุดท้ายในแต่ละวัน โดยมีสูตรการคำนวณหาค่าต้นทุนอาหารดังนี้
สต็อกต้นงวด (สต็อกแรกเริ่มในแต่ละวัน หรือ แต่ละเดือน) + ยอดซื้อวัตถุดิบในวันนั้น - สต็อกปลายงวด (วัตถุดิบคงเหลือในวันนั้น) = ต้นทุนอาหาร
เช่น สต็อกต้นงวดในวันนั้น คงเหลือจากเมื่อวาน (3,000 บาท) + วัตถุดิบที่ซื้อมาเพิ่ม (2,000 บาท) - สต็อกปลายงวด (500 บาท) = ค่าต้นทุนอาหาร 4,500 บาท
หากอยากรู้ว่าต้นทุนอาหารคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นท์ของยอดขาย ให้นำต้นทุนอาหารของวัตถุดิบอื่นๆ มารวมกันแล้วหารด้วยยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน โดยใช้สูตรการคำนวณ ตามตัวอย่างดังนี้
9,000 บาท (ต้นทุนอาหาร) / 32,000 บาท (ยอดขาย) = 0.28 x 100 = 28 %
เจ้าของร้านสามารถนำข้อมูลต้นทุนต่อยอดขายนี้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ วางแผนธุรกิจใหม่เพื่อควบคุมต้นทุนให้ลดลงได้นั่นเอง
inventory
2. ต้นทุนอาหารต่อยอดขายอาจแตกต่างตามมื้ออาหาร
นอกจากจะร้านอาหารแต่ละประเภทจะมีต้นทุนอาหารแตกต่างกันแล้ว ขณะเดียวกันร้านๆ หนึ่งอาจเสิร์ฟอาหารแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ทำให้มีต้นทุนอาหารต่างกันด้วยเช่นกัน หากร้านของคุณมีเสิร์ฟทั้งอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น อาหารมื้อเช้าจำพวก Breakfast ต่างๆ ที่ใช้วัตถุดิบอย่างไข่ไก่หรือขนมปังมักจะมีต้นทุนอาหารถูกกว่าช่วงมื้อเย็นที่เสิร์ฟอาหารซีฟู้ดคุณภาพดี นี่จึงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าของร้านอาจนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเมื่อคำนวณหาค่าต้นทุนอาหารจากการตัดสต็อก
3. ต้นทุนอาหารที่แม่นยำเกิดจากระบบสต็อกที่ได้คุณภาพ
การรักษาค่าต้นทุนอาหารให้อยู่ในระดับที่พอดีและไม่มากเกินไป ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีระบบสต็อกที่เป็นระบบ มีการนับสต็อกต้นงวดและปลายงวดในทุกๆ วันหรือเดือน นอกจากนี้สต็อกปลายงวดยังช่วยแสดงให้เห็นว่าเมนูไหนเป็นเมนูขายดีได้อีกด้วย การตรวจสอบสต็อกร่วมกับการคำนวณค่าต้นทุนอาหารจะทำให้ทางร้านรู้อยู่เสมอว่าตอนนี้เรากำลังเสียค่าใช้จ่ายกับส่วนไหนมากเกินไปหรือไม่ หรือสต็อกวัตถุดิบไหนที่มีอยู่น้อยเกินไป ควรบริหารจัดการอย่างไรให้เพียงพอต่อการขาย
สำหรับเจ้าของธุรกิจร้านอาหารบางคน การคำนวณต้นทุนอาหารอาจเป็นเรื่องที่ดูไกลตัวหรือยากเกินไป แม้จะสามารถจ้างฝ่ายบัญชีหรือผู้ที่มีความรู้ในด้านนี้มาดูแลโดยเฉพาะ แต่เรื่องต้นทุนอาหารก็นับว่าเป็นเรื่องที่เจ้าของร้านทุกคนควรศึกษาให้เข้าใจในเบื้องต้น เพื่อจะได้เห็นภาพที่ธุรกิจที่เรากำลังสร้างอยู่ได้มากขึ้น รวมถึงการวางแผนแนวทางให้ธุรกิจของเราเติบโตต่อไปในอนาคต